Wednesday, May 20, 2009

สัมมนาเรื่องการสร้าง Brand Building

ได้ไปงานสัมมนา Brand Building หรือการสร้างตราสินค้า ที่น่าสนใจครับ สำหรับ Young Executive
เลยนำมาแชร์ให้ทุกคน
โดยสรุปเนื้อหาการสัมมนามาให้ และสำหรับผู้สนใจฟังในรูปแบบเสียงสามารถ Download ได้ที่ 


วิทยากรรับเชิญ: นายตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ 
ตำแหน่ง: ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด
สถานที่: อาคารซีพีทาวเวอร์ ชั้นที่ 11
หัวข้อ: Brand Building

ในการทำแผนการตลาดใดๆ ไม่ควรทำเพื่อแก้เฉพาะหน้าแต่ควรทำขึ้นในทันที ปัจจัย 2 ส่วนที่จำเป็นต้องพิจารณาในการสร้าง Brand Building คือ
1. Branding ตราสินค้า จะต้องมีการนำ Tool ต่างๆ มาใช้อย่างถูกต้อง
2. Positioning  ตำแหน่งตราสินค้า ไม่ควรที่จะเป็นบ่อย เพราะจะทำให้คนสับสน จำเป็นต้องยึดมั่นถือมัน และวางตำแหน่งสักพักใหญ่

สิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปั้นดินให้เป็นดาวคือการใส่ Element เข้าไป ทำให้เกิดภาพลักษณ์ (Image) และจะต้องเป็นภาพลักษณ์ที่ดีที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้

1. สิ่งสำคัญของ Brand Building จะต้องสร้าง Story ให้เกิดขึ้น 
ตัวอย่างเช่น น้ำดื่ม ซึ่งมีค่าต่อชีวิต จะต้องมีการสร้าง Story ให้เกิดได้แก่ น้ำนี้วิเศษอย่างไร, น้ำถูกสร้างขึ้นจากแหล่งไหน, น้ำนี้มีแร่ธาตุอะไร, บรรจุภัณฑ์เป็นอย่างไร, มีการรับรองจากสถาบันใด
สิ่งเหล่านี้นั้นเองที่จะช่วยให้เกิด Added Value ขึ้น จากเดิมที่เป็นอยู่ซึ่งนำไปสู่การมีจำนวนการขายมากขึ้น มีราคาที่สูงขึ้น มี Lower Churn และเกิด More Brand Stretching ทำให้เกิดบันไดของ Power of Branding ขึ้น
- - - - - - - - - - - - - - - -Experience*** ประสบการณ์ที่ดีนำไปสู่ราคาที่สูงที่สุด
- - - - - - - - - - - - - - - -Service
- - - - - - - - - - - - - - - -Goods
- - - - - - - - - - - - - - - - Commodity

กลยุทธ์ 3 สิ่งที่จำเป็นในการสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นคือการมี Lower Cost / Differentiate (Quality) / Innovation
ตราสินค้าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภครับรู้อย่างสม่ำเสมอ (Consistency) ต้องไม่ให้คนเกิดการสับสน จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมันเริ่มหยุดนิ่ง เริ่มที่จะ Out ไปแล้วในตลาด
Story ที่ดีไม่ได้บอกแค่ว่าสินค้ามีคุณสมบัติอะไร แต่จะต้องสร้างเรื่องของ Psychological เข้าไป จะต้องทำสงครามให้เกิดขึ้นในหัวใจของผู้บริโภค (Jack Trout) 
ซึ่งจะนำไปสู่การมี Brand Experience ที่เราจะต้องรับรู้ถึงสินค้าบริการของเราให้เข้าใจเสียก่อน โดยการรับรู้จาก 5 Senses ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส 
เวลาคิดถึงตรายี่ห้อ จะต้องมีภาพเกิดขึ้นในใจ ให้ถามตัวเองว่ามี Big copy, Big Picture และ Big Idea (คำพูดประโยค เด็ดอะไรบ้าง) 
Product Rust (สินค้าขึ้นสนิมได้) - People Die (คนสามารถตายได้) - แต่ตราสินค้ายังคงไว้
จะต้องมี Definition ที่บ่งบอกถึง Brand ตัวอย่างเช่น อร่อย-ความสนุกสนาน (Macdonald), แตกต่าง-ปลอดภัย (Singapore Airline)
โดยการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในองค์ประกอบของ Brand กล่าวคือ ชื่อ (Name), Slogan, Logo, Colors, Music, Themeline, Stationery and Business Card, Office, Truck, Dress Code

2. ทำการโปรโมท Brand อย่างไร
Brand Building by "Performance" not "Advertising" ต้องใช้ให้เกิด Consistency + Reliable + Trust เครื่องมือในการสร้าง Brand มีอยู่อย่างมากมาย ตัวอย่างเช่น Advertising + Sponsorship + Club + Company Visit + Trade Show + Travelity Exchibition +www cast presentation + Distribution + Public Facilition + Social Causes + High Volue for money + User Community Building + Founder personalities + Celebities spoke persons

ส่วนประกอบของ Story Brand = Product Benefit x Distinct Identity x Emotional Value

3. ระดับของการวัด Brand
1) Knowledge รู้จัก
2) Esteem อยากได้
ต้องมีความสมดุลกัน กล่าวคือหาก K > E รู้จักแต่ไม่อยากได้, K <>
3) Relevance เกี่ยวข้อง-ตอบโจทย์
4) Differenaion แตกต่าง
หาก D> R แตกต่างแต่ไม่ตอบโจทย์นัก, D <>

4. อุปนิสัยของ Strong Brand
- นำเสนอสิ่งที่เหนือกว่าที่เป็นประโยชน์
- ควรคงไว้ซึ่งนวัตกรรม และเกี่ยวข้องกับ Brand
- ทำให้น่าเชื่อถือ และสร้าง Brand ที่เหมาะสม ภาพลักษณ์ และบุคลิก
- สื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง
- ออกแบบกลยุทธ์และนำมาสร้างแบรนด์ 
- ทำการ Revitalize Brand เมื่อแบรนด์เกิดการเปลี่ยนแปลง ยอดขายเริ่มสะดุด เริ่มเสื่อมความนิยม พิจารณาได้จากว่าเราสูญเสีย Performance ไปให้คู่แข่งใด

Monday, May 18, 2009

Scribd ปิ๊งไอเดียทำเงิน ขอเป็นตลาดค้าหนังสือกินส่วนแบ่ง 20%

บริการแชร์ไฟล์เอกสารออนไลน์ดาวรุ่ง Scribd (สคริบด์) เล็งเดินตามเส้นทางที่ไอจูนส์ (iTunes) ทำไว้กับตลาดเพลงออนไลน์ ล่าสุด Scribd เปิดร้านออนไลน์ของตัวเองที่จะเป็นโอกาสให้นักเขียนและสำนักพิมพ์มีช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น สานฝันในการเป็นแหล่งสินค้าดีราคาประหยัดแก่หนอนหนังสือทั่วโลก
       
       ช่องทางทำธุรกิจของ Scribd ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2552 ถือเป็นครั้งแรกที่ Scribd เตรียมคิดค่าบริการในการโพสต์ไฟล์เอกสารลงในเว็บไซต์ตลอด 2 ปีที่ให้บริการฟรีมาตลอด โดย Scribd ระบุว่าเบ็ดเสร็จแล้วไฟล์เอกสารที่ถูกอัปโหลดในเว็บไซต์มีจำนวนถึง 3.5 หมื่นล้านชิ้น ประกอบด้วยไฟล์หนังสือ บทความ ภาพเคลื่อนไหวสำหรับนำเสนอผลงาน PowerPoint บทย่อเนื้อหาหนังสือแบบถูกกฏหมาย และเอกสารอื่นๆ
       
       รายงานระบุว่า Scribd เริ่มโครงการให้สำนักพิมพ์อัปโหลดเนื้อหาหนังสือพร้อมลิงก์สำหรับซื้อขายเนื้อหาตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยลิงก์สำหรับเข้าสู่เอกสารต่างๆยังไม่มีการเก็บค่าบริการใดๆในขณะนี้
       
       ได้เงินแถมสางปมละเมิด
       
       Scribd.com คือเว็บไซต์ที่ทุกคนสามารถนำไฟล์เอกสารสารพัดนามสกุลมาฝากไว้ เพื่อให้ Scribd แปลงเอกสารให้เป็นรูปแบบเฉพาะที่สามารถอ่านออนไลน์ได้ทันทีโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องดาวน์โหลดหรือลงโปรแกรมใดเพิ่มเติม (iPaper) ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดเนื้อหาใน iPaper มาเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ได้ หรือจะนำ iPaper ไปเผยแพร่ด้วยการติดที่เว็บไซต์ และบล็อกก็ได้ ความสามารถเหล่านี้ทำให้ Scribd ถูกขนานนามว่าเป็นห้องสมุดออนไลน์ขนาดยักษ์ เพราะทุกคนสามารถนำบางตอนของหนังสือ บทความดีๆ ในนิตยสาร เมนูเด็ดแบบเชลล์ชวนชิมที่คิดค้นขึ้นเอง หรือแม้กระทั่งวิทยานิพนธ์ระดับเกียรตินิยม มาแบ่งให้คนอื่นได้อ่านกันแบบเสรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
       
       สำหรับโมเดลใหม่ นอกจากพื้นที่ให้บริการฟรี Scribd จะเปิดพื้นที่เฉพาะให้มีการซื้อขายหนังสือผ่านลิงค์บนเว็บไซต์โดยขอหักส่วนแบ่งจากการขายในสัดส่วน 20% ซึ่ง 80% ที่เหลือจะเป็นของผู้สร้างผลงานหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ จุดนี้นักวิเคราะห์ชี้ว่านโยบายของ Scribd มีส่วนคล้ายกับเว็บไซต์ชุมชนสำนักพิมพ์เช่น Lulu.com ก็จริง แต่เชื่อว่า Scribd จะเขย่าตลาดได้มากกว่า
       
       เหตุผลหลักคือระบบแชร์ไฟล์เอกสารของ Scribd นั้นมีพัฒนาการสูงที่สุดจนทำให้ไฟล์เอกสารสามารถถูกเปิดอ่านบนอุปกรณ์ชนิดใดก็ได้ ทั้งคอมพิวเตอร์พีซี เครื่องอ่านอีบุ๊ก หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ เชื่อว่าความสำเร็จของ Scribd จะผลักดันให้นักเขียนหนังสือและสำนักพิมพ์ร่วมโครงการกับ Scribd มากกว่าเว็บอื่น
       
       Trip Adler ซีอีโอของ Scribd เชื่อว่าปัญหาการเผยแพร่บทความแบบผิดกฤหมายใน Scribd ซึ่งขยายตัวขึ้นตามการเติบโตของ Scribd จะเบาบางลงด้วยเมื่อโมเดลทำเงินบน Scribd เกิดขึ้น โดยระบบใหม่ของ Scribd จะมาพร้อมเครื่องมือจัดการลิขสิทธิ์บทความเพื่อให้นักเขียนหนังสือสามารถกำหนดจำนวนอุปกรณ์สำหรับเก็บไฟล์ที่ผู้ใช้ซื้อไปจาก Scribd ได้ ลักษณะเดียวกับการซื้อเพลงในร้านออนไลน์
       
       รายงานระบุว่า ร้านขายไฟล์หนังสือของ Scribd ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับสำนักพิมพ์ O'Reilly Media แล้ว โดย O'Reilly จะโพสต์ต้นฉบับเนื้อหาหนังสือตัวเองไว้ใน Scribd และจะทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ข้อความบล็อกสั้น Twitter เพื่อขายหนังสือก่อนที่รูปเล่มหนังสือจะวางแผง
       
       สิ่งที่เกิดขึ้นคือร้านขายหนังสือ Scribd จะทำให้ผู้เขียนหนังสือสามารถบอกลาวงจรอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ได้เพื่อให้หนังสือสามารถวางจำหน่ายได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถสร้างเงินกำไรได้สูงกว่าการจำหน่ายหนังสือแบบเดิมๆ แน่นอนว่าหนอนหนังสือก็จะได้รับประโยชน์เพราะราคาจำหน่ายหนังสือที่ถูกลง เมื่อเทียบจากการซื้อในร้านหนังสือหรือแม้แต่การซื้อกับ Amazon.com
       
       Adler ระบุว่า ขณะนี้มีผู้แต่งหนังสือ 3 รายที่ตกลงใจขายหนังสือของตัวเองในราคา 2 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ไฟล์สำเนาบน Scribd แล้ว คาดว่าราคาจำหน่ายหนังสือในร้าน Scribd จะเริ่มต้นที่ 1 เหรียญเป็นต้นไป ขณะที่รายงานวิจัย เช่น รายงานวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจในประเทศจีน คาดว่าจะมีราคาเริ่มต้นที่ 5,000 เหรียญสหรัฐ
       
       ซีอีโอ Scribd ย้ำว่าผู้เขียนหรือสำนักพิมพ์สามารถจำหน่ายหนังสือเฉพาะบทได้ เช่นเดียวกับที่ไอจูนส์เปิดโอกาสให้ค่ายเพลงจำหน่ายแบบแยกเพลงในอัลบัม จุดนี้หนังสือท่องเที่ยวอย่าง Lonely Planet เตรียมการใช้ Scribd เพื่อจำหน่ายเนื้อหาแบบแยกคอลัมน์ เชื่อว่าจะตอบโจทย์คนที่ไม่ต้องการอ่านบทความท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่หรือมีความรู้ท้องถิ่นดีอยู่แล้ว
       
       ทั้งหมดนี้ Adler ไม่ได้ระบุว่า Scribd หวังทำรายได้จากโมเดลใหม่นี้กี่ล้านเหรียญต่อปี ระบุเพียงว่าเป้าหมายหลักของ Scribd คือการปลดปล่อยข้อจำกัดของโลกแห่งการเขียนหนังสือเท่านั้น

Sunday, May 10, 2009

กระบวนการในการทำ SEO อย่างง่าย

กระบวนการในการทำ SEO อย่างง่าย
- ตรวจสอบดูว่า HTML Source Code ของหน้านั้นไม่มี Markup Error (เช็คได้ที่ http://validator.w3.org/)
- ในการตั้งชื่อ URL ให้ใช้ - (Hyphen) แทนการใช้ _ (Underscore) เพราะว่ากูเกิ้ลจะมองว่า bangkok-hotel.html = bangkok hotel ในขณะที่ bangkok_hotel.html = bangkokhotel
- อย่าลืมตั้งค่า charset ให้ถูกต้อง เช่นใช้ Links ในส่วนของ Footer ให้เป็นประโยชน์ (เหมาะสำหรับพวก Long Tail Keywords)
- Title Tag กับ Meta Description ของแต่ละหน้าในเว็บของเรา ต้องไม่ซ้ำกัน อันนี้สำคัญมากๆ (อ่านต่อ Title & Meta Description Tag - Tags นี้สำคัญแค่ไหน?) 
- ตั้งชื่อ Title ให้น่าสนใจ แล้วก็ควรที่จะเกี่ยวข้องกับ Keyword ที่เราทำการ Research มาเขียน Meta Description ให้สอดคล้องกับ Title วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้คนที่ทำการค้นหานั้นอยากคลิ๊ก แล้วก็เข้ามาอ่านต่อในเว็บของเรา (เพราะว่า Google จะเอา Meta Description ไปแสดงในหน้าที่แสดงผลของการค้นหา)
- ไม่ต้องกังวลกับ Meta Keywords มากนัก รวมทั้งไม่ควรใส่ Keywords ที่เป็น Money Keywords ของเราลงไปด้วย เพื่อป้องการการขโมยคีย์เวิรด์จากคู่แข่ง (โดยเฉพาะพวกที่ใช้ Tools ต่างๆ)
- พวก CSS กับ JavaScripts ควรจะแยกออกไปเป็นไฟล์ไว้ข้างนอก เพื่อที่จะลดขนาด HTML ของหน้าเว็บนั้นๆ ซึ่งจะทำให้หน้าเว็บนั้น สามารถโหลดได้เร็วขึ้น
- อย่าลืมความสำคัญของ Header Tags เช่น h1, h2
- พวก Image Tag อย่าลืมใส่ค่าตรง alt ด้วย เช่นalt=?This is a sample image? />
พยายามที่จะใส่ Keyword ไว้ในที่ต่างๆ เหล่านี้ เช่น Title Tag, Meta Description, h1, h2, ย่อหน้าแรกของเนื้อหา, URL ของหน้านั้นๆ เป็นต้น อาจจะใช้ตัวหน้า หรือว่าขีดเส้นใต้ให้กับ Keyword เหล่านั้นด้วยก็ได้
- ใช้ Xenu ในการเช็ค Broken Links
- สุดท้ายก็ทำการ Submit XML Sitemap ที่ Google Webmaster Tool

การตลาดผ่าน Blog

การตลาดผ่าน Blog ถือเป็นรูปแบบการตลาดแนวใหม่ที่ทำการตลาดโดยไปร่วมกับความเป็นสังคม หรือชุมชน หรือที่เรียกกันว่า Social Network ซึ่งนักการตลาดจะมองว่าการทำการตลาดแบบหนึ่งต่อหนึ่งแน่นอนว่าจะได้รับผลตอบรับหรือนำเสนอสินค้าใดๆ ที่ตรงความต้องการมากที่สุด แต่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงกับคนหมู่มากได้ ดังนั้นการทำการตลาดกับกลุ่มสนใจ ที่มีความชอบเหมือนกัน มี Lifestyle ที่คล้ายคลึงกัน ก็น่าจะตอบสนองความต้องการได้ดีในระดับหนึ่ง กลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มสังคมที่อยู่ร่วมกันมักจะสนใจเรื่องเดียวกัน รวมถึงมีระดับ demographic ที่คล้ายคลึงกัน นักการตลาดเริ่มให้ความสนใจกับกลุ่มเหล่านี้มากขึ้น ดังตัวอย่างที่เห็นได้ก็เช่น ห้างเซ็นทรัล ทำการตลาดผ่าน Twitter.com ซึ่งเป็นเว็บ Micro Blogging ที่ให้คนเข้ามาโพสต์กิจกรรมประจำวัน แล้วแชร์ไปยังเพื่อนๆ สร้างเป็นสังคมเดียวกันขึ้นมา ตัวอย่างที่ได้ทำขึ้นมาเช่น ห้างเซ็นทรัลได้นำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยเชื่อมโยงผ่าน Twitter (http://www.central.co.th/promotion/frameview.php?_id=328)  

Friday, May 1, 2009

22 Questions To Ask Before Developing A Website

This is the questions, must to do before developing with the best website for you

1) Corporate Identity: Corporate Information (for site development):

Company Name (Legal)
Company Name (Branding)
Company Tag Line:
Company Phone Number
Company Fax Number
Address:
Other contact information
Business hours of operation (store hours / when phones will be answered, if relevant)

2) Domain Names and Hosting:
Main Domain Name:
What other domain names do you own?
Do you have web hosting? If so, what type (IIS, Apache?)

3) Briefly describe what your company does:

4) Adjectives: Please list 5 (or more) adjectives that you think describe your company or should describe your company in order of relevance / importance

This information is used to get a sense for design, and to help in SEO

5) Competitors: Are there any websites that you would consider your “competition”? Feel free to provide more information on how they are your “competition”, but, at minimum, provide for each competitor, include the company name, web address, and a list of “keyterms” that describe what they do and/or sell.

In addition to getting a good look at what key terms they may be targeting, I take a look at these sites to get an idea of the features they may need, target audiences we should be considering, and what the competition will be like in terms of SEO

6) Favorite Sites: Please list 5 websites you like. Include the URL, what you like about each site, and what you would improve upon.

These sites don’t have to be in the same business realm. By getting sites they like, i get a good feeling for their design sense. By finding out what they would improve upon, you learn alot more about what they are looking for in their site.

7) Least favorite sites: Please list 5 websites you don’t like, Include the URL. What don’t you like about these sites? What redeeming qualities to they have?

The pitfalls they list tells you what you need to avoid. Though redeeming qualities are rarely included when clients fill out this list, I get a good sense of what they like when they do answer that question.  I usually find that the redeeming qualities from this answer helps me understand better their answer to question 6 above.

8) Products / Services: List the top ten products / services you provide

This should be redundant to the answer of question 5. If it’s not, I usually have to do some business development with the client to get them to focus the purpose of their site. I ask this question this way as well because I don’t want to start developing a site for a client if they haven’t finished developing their business strategy.

9) Selling points: Tell us why you, your products or your services are better than your competition (both online competitors from question 3, and offline competition)

10) User goals: Why do you think people will visit your site? When people don’t know you exist, why would they find you or happen upon your site? Why would they come back? If they do know you, why would they take the time to visit your site?

Most clients think users will just come to their site. This question helps them focus on why an average Jane or John Doe may end up on their site.  Many brochure sites get most of their visits from people looking for an address or phone number. You can create a one page website for that. This helps the client focus on what the site’s real goals should be.

11) Target Audience: What types of visitors do you want to get? Who is your target audience? (age, education, and other demographics? Job status? Economic status? Role in the community?) Describe your “average” visitor as best you can.

The layout targeting a Japanese middle school students will be very different from a site targeting rural agricultural workers or  British graduate school applicants. Knowing your target audience, their culture, their technical savvy, and their internet expectations can help you design your page in terms of look and feel and help you determine site functionality and user experience design

12) Secondary Audience: What other visitors is your site going to get? Job seekers? Board members?

This helps me determine what additional pages to include in a site. Your client may be a sole proprietor, but they may want to hire, incorporate and/or get venture capital funding. Making sure your site can grow to accommodate future features is important. Thinking about those potential features before beginning the design process give you an added edge.

13) Technical: How technically savvy is your average visitor?

14) Accessibility & Usability: Will web visitors have any special needs? (eyesight, language, mobility, reading level?)

15) Site Purpose: What do you want the visitor in question 11 (and 12) to do when they get to your site? What are your goals for the web site in terms of visitor actions? What do you think your site visitor should accomplish on your site?

16) Site Goals: What are your goals for the web site in terms of you company goals? How is your site supposed to help your business? What is the purpose of your site?

17) Site Analytics: What are your goals for the web site in terms of popularity and virality? What type of exposure do you anticipate your website, when “successful” should achieve?

This question has dual purposes: The first is to help set numeric goals for the site that can be tested with common analytics. The second is to guage the sense of reality of the client: if they expect to reach 1,000,000 page views their first month, they’ll let you know their expectations via this question. This is the time to take some sense into them so they aren’t disappointed and don’t set their expectations too high

18) Site Features: What features do you think your website should include? (calendar, forum, login, price comparison chart, contact form, anything?)
For each feature, please state the goal of said feature.

Some clients want the moon. By stating the goal of each feature, they may realize they don’t need the moon. Other clients have no clue what is available to them. They never ask for a contact form at the initial contact, but i have yet to have a sole proprietor client who doesn’t want a contact form after reading this questionnaire they just never thought of it. This question helps define which features are necessary even if they weren’t originally thought of, and which ones sounded good originally, but really won’t help.

19) Site No Nos: Do you have any definite remarks on what you DON’T want to have on your website? (Flash, splash page, the color pink?) Sharing why you don’t want a feature will help me get an understanding of your user experience tastes, so feel free to elaborate.

This question is really helpful as is. Adding the examples has helped me explain against the dreaded splash page.

20) Other: Anything else I should know?

21) Product Manager: Company Contact(s) Information for web decisions:
Primary Contact Name:
Contact Email Address:
Contact Phone:

Secondary Contact Name:
Contact Email Address:
Contact Phone:

Other contact information

22) Billing Contact: Company contact information for Contracts & Billing:
Name:
Department:
Address:
Phone:
Fax:
Email:
Other contact information

Wednesday, April 1, 2009

เมื่อกูเกิ้ลหันมาเป็นกองทุนเสียเอง

 กูเกิล (Google) ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตเปิดตัวกองทุนใหม่ล่าสุดเพื่อสนับสนุนบริษัทเกิดใหม่ไอเดียแจ๋วที่มีโอกาสเติบโตสูงแต่ขาดเงินทุน พร้อมเทเงิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐตลอด 12 เดือนนับจากนี้ช่วยบริษัทที่เป็นดาวรุ่งในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีด้านสุขอนามัย และบริการบนอินเทอร์เน็ตสำหรับผู้บริโภค กูเกิลใช้ชื่อกองทุนนี้ว่า Google Ventures (กูเกิลเวนเจอร์ส) จุดประสงค์หลักคือการค้นหาและช่วยเหลือให้บริษัทดาวรุ่งใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตไกล สามารถพัฒนาตัวเองได้โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาขาดเงินทุน ซึ่งริช ไมเนอร์ (Rich Miner) และ บิล มาริส (Bill Maris) สองผู้จัดการโครงการกูเกิลเวนเจอร์สแถลงไว้บนเว็บไซต์ของบริษัทด้วยความเชื่อมั่นว่า แนวคิดดีๆสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาแม้ในช่วงที่สภาพเศรษฐกิจไม่อำนวยเช่นนี้ โดยบริษัทใดที่สามารถดำเนินงานได้ดีเยี่ยมเข้าตากูเกิล จะมีโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์กูเกิล และบริษัทดาวรุ่งสามารถเสนอแนวคิดของตัวอย่างผ่านทางเว็บไซต์กูเกิลได้โดยตรง

Tuesday, March 24, 2009

ชุมชนออนไลน์ยอดนิยมของเกาหลี GMarket.com

          ใจกลางกรุงโซล เราจะได้ยินเสียงเพลงป๊อปยอดฮิตและแสงไฟที่สาดส่องในตลาดดองแดมุนตลอดทั้งคืน เพื่อดึงดูดบรรดานักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลไม่ขาดสาย เพราะที่นี่คือศูนย์รวมแฟชั่นสุดฮิตจากแดนกิมจิ ที่กำลังโด่งดังไปทั่วเอเชีย กับราคาที่สุดแสนสบายกระเป๋าเรียกได้ว่าที่นี่เป็นสวรรค์ของบรรดานักช้อปโดยแท้
          Gmarket Inc. จากเกาหลีใต้ กำลังจะกลายเป็นตลาดออนไลน์แห่งใหม่ที่จับกระแสบริโภคนิยมของชาวเกาหลีเอาไว้ได้ และจุดหมายปลายทางของการชอปปิงของชาวเอเชียอาจมาหยุดลงที่นี่
          Gmarket Inc. ยังวางเป้าหมายในการแข่งขันกับ eBay Inc. ซึ่งมีสาขาอยู่ที่เกาหลีแบบเต็มตัวอีกด้วย
          Gmarket เป็นที่ถูกตาต้องใจบริษัท ยาฮู อิงค์ จากอเมริกา ผู้บริหารยาฮูสั่งเคาะโต๊ะซื้อหุ้นของ Gmarket ไปแล้วถึง 9% และบริษัทแห่งนี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยการเปิดขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก นอกจากนั้นบริษัทยังมีเป้าหมายในการขยายตัวสู่ตลาดในประเทศจีน ญี่ปุ่น และอเมริกาอีกด้วย
          ปัจจุบัน Gmarket ไม่มีแม้แต่สต๊อกสินค้าคงคลัง เพราะการเปิดร้านค้าออนไลน์สามารถทำให้ผู้ขายจัดการระบบสินค้า และหมุนเวียนได้อย่างคล่องตัว Gmarket ทำหน้าที่เป็นแค่นายหน้าที่จะจัดการเรื่องการจ่ายเงิน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นส่วนต่างจากธุรกรรมการโอนเงินที่เกิดขึ้นบนเวบไซต์
          สำหรับในส่วนของลูกค้านั้น คู ยง แบ ซีอี โอของ Gmarket กล่าวว่า บริษัทเป็นเสมียนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชอปปิงออนไลน์ที่หลากหลาย
          "ปัจจุบันรูปแบบแฟชั่นค่อนข้างหลากหลาย และเราก้าวเข้ามาในห้วงเวลาที่วัฒนธรรมทางการแต่งกายกำลังเป็นธุรกิจที่มาแรงและทำเงิน" เขากล่าว ในการให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทที่กรุงโซล
          มีการประเมินกันว่ามูลค่าของสินค้าที่มีการจำหน่ายอยู่ใน Gmarket ในช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้อยู่ที่ 543.8 พันล้านวอน หรือประมาณ 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีที่แล้วถึง 163%
          มีผู้ลงทะเบียนผ่านเวบไซต์ทั้งสิ้นแล้วกว่า 9.2 ล้านคนในขณะที่ประเทศนี้มีประชากรทั้งหมด 48 ล้านคน โดยส่วนใหญ่สมาชิกจะเป็นผู้หญิง อายุระหว่าง 20-30 ปี
          Gmarket เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2000 โดยใช้ชื่อในการจดทะเบียนที่ต่างจากปัจจุบัน โดยบริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Gmarket ในเดือนตุลาคมปี 2003 และวางเป้าหมายในการขายสินค้าออนไลน์โดยตรงไปที่สินค้าแฟชั่นอย่างเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ในวันนี้กว่า 40% ของยอดขายใน Gmarket คือสินค้าจำพวกแฟชั่น
          ชอย ซัง ฮยุน เป็นผู้หนึ่งที่พยายามปั้นร้านค้าของตัวเองให้ประสบความสำเร็จ แต่เขากลับทำไม่ได้ ในที่สุดเขาพบว่า หนทางการค้าแบบออนไลน์น่าจะลงตัวกับเขามากกว่า โดยเขาปิดร้านที่เคยตั้งอยู่ในย่านแฟชั่นของโซลไปแล้ว แต่กลับมาเปิดหน้าร้านออนไลน์ผ่าน Gmarket ขายเสื้อผ้าอินเทรนด์และจับกลุ่มสุภาพสตรีวัยรุ่น
          ปัจจุบันรูปแบบแฟชั่นค่อนข้างหลากหลาย และเราก้าวเข้ามาในห้วงเวลาที่วัฒนธรรมทางการแต่งกายกำลังเป็นธุรกิจที่มาแรงและทำเงิน
          "จะว่าไปแล้ว มีข้อจำกัดของการทำธุรกิจออนไลน์อยู่เหมือนกันผมจึงต้องศึกษาเรื่องธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ต" ชอย วัย 34 ปีกล่าว ในปัจจุบัน รายได้ทั้งหมดของเขามาจากการขายของออนไลน์ทั้งสิ้น
          รูปแบบของ Gmarket แตกต่างจากเวบไซต์ที่ให้ลูกค้าเข้ามาประมูลสินค้าออนไลน์กันเหมือนอีเบย์ แต่ Gmarket เพิ่มมูลค่าให้กับตัวเองด้วยการบริหารการชำระเงินและธุรกรรมทั้งหมด เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและร้านค้าที่ลงทะเบียนเอาไว้
          นอกจากนั้น เวบไซต์ยังสามารถจัดวางระบบติดตามสินค้า และตรวจตราการชำระเงินเอาไว้ด้วย
          ส่วนใหญ่แล้วสินค้าที่จำหน่ายผ่านเวบไซต์ของ Gmarket จะเป็นสินค้าใหม่และราคาต่อรองไม่ได้ แต่แม้กระนั้นทางเวบไซต์ก็เพิ่มทางเลือกและสร้างสีสันให้กับการค้าขายด้วยการเปิดให้มีฟังก์ชันการประมูลด้วย
          จากข้อมูลการสำรวจปริมาณผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโดยบริษัทที่ปรึกษา KoreanClick พบว่า การเปิดประมูลผ่านระบบออนไลน์ ลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันสูง หลังจากที่หลายเดือนที่ผ่านมาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายรายหันไปเลือกซื้อสินค้าจาก Gmarket กันมากขึ้น
          ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มียอดการประมูลสินค้าออนไลน์ประมาณ 17.3 ล้านคน ในขณะที่ผู้ซื้อสินค้าผ่าน Gmarket ก็มีมากถึง 16.2 ล้านคน
          "ก่อนหน้านี้ การประมูลสินค้าออนไลน์เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตที่เป็นที่นิยมมากที่สุด แต่ Gmarket ได้เข้ามาเปลี่ยนสถานการณ์นั้นไป โดยแบ่งให้ตลาดมี 2 รูปแบบ และมีผู้เล่นรายหลัก 2 บริษัท" ควอนมิง จัน นักวิเคราะห์จาก KoreanClick กล่าวพร้อมบอกว่า "การแข่งขันระหว่างการประมูลสินค้า กับรูปแบบการขายผ่านระบบออนไลน์ในแบบที่ Gmarket กำลังทำ ทำให้คู่แข่งทั้งสองรายนี้ต้องสู้กันแบบยิบตา"
          คิม ไล-ลา พนักงานบริษัทขายสินค้าแห่งหนึ่งบอกว่า เธอเข้าไปชอปปิงสัปดาห์ละ 1 ครั้งที่ Gmarket โดยซื้อเสื้อผ้าราคาถูก ซึ่งการชอปปิงออนไลน์ทำให้เธอรู้สึกสนุกและผ่อนคลาย เธอยังบอกอีกว่าเธอไม่ได้มีปัญหากับระบบการซื้อสินค้าออนไลน์ อย่างเช่น การไม่ไว้วางใจและการขโมยสินค้า เพราะเวบไซต์แห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม
          "ไม่น่าเชื่อว่าของออนไลน์จะราคาถูก ส่งก็เร็ว และที่สำคัญที่สุดคือ Gmarket เป็นเวบไซต์ที่เชื่อถือได้มากกว่าเวบอื่นๆ" คิม วัย 29 ปีกล่าว เดวิด จุง ผู้บริหารจาก Goldman Sachs กล่าวว่า Gmarket สามารถฉกฉวยโอกาสที่ดีจากการที่ระบบอินเทอร์เน็ตในเกาหลีใต้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และมีผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นระบบการชำระเงินก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังอำนวยความสะดวกทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในการตรวจสอบอีกด้วย
          "เราเพิ่งจะเจอรูปแบบของตลาดออนไลน์ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ซื้อผู้ขายอย่างแท้จริง" จุง กล่าว โดยบริษัท Goldman Sachs เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนำ Gmarket เข้าตลาดหลัทรัพย์เองด้วย
          ในส่วนของราคาหุ้นนั้นมีผู้ลงชื่อจองจำนวนล้นหลาม และราคายังขยับขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 15.25 ดอลลาร์สหรัฐในเดือนมิถุนายนเมื่อครั้งเปิดจองและในปัจจุบันราคาปรับลดลงมาบ้างตามสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ยังคงทรงตัวอยู่ที่ 14 ดอลลาร์สหรัฐ
          Gmarket หวังว่ารูปแบบของธุรกิจตัวเองนั้นจะสามารถนำไปใช้กับประเทศอื่นๆ ได้ด้วยโดยบริษัทตั้งเป้าว่าจะเปิดเวบไซต์ในภาคภาษาญี่ปุ่นในปีหน้า โดยจะเข้าไปแข่งตรงกับเวบไซต์ที่อยู่ในตลาดมาก่อนแล้วอย่าง Rakuten ซึ่งจากการสำรวจพบว่าเป็นเวบไซต์ที่คนให้ความนิยมเป็นอย่างมาก นั่นหมายถึงการบ้านชิ้นใหญ่ที่ Gmarket จะต้องเตรียมตัวด้วยเช่นกัน
          ส่วนในตลาดอเมริกา บริษัทอาจจะต้องเจอกับคู่แข่งรายใหญ่ระดับโลก อย่างอะเมซอนดอทคอม และอีเบย์
          ขณะเดียวกัน ระบบอินเทอร์เน็ต และรูปแบบการค้าผ่านระบบออนไลน์ในประเทศจีน ก็ยังไม่ได้รับการพัฒนามากเท่าที่ควร
          อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของ Gmarket ไม่ได้มุ่งหวังที่จะครองตลาดออนไลน์ในระดับโลก แต่ก็มั่นใจว่า การจับมือกับยาฮู อิงค์ จะช่วยขยายฐานตลาดให้เติบโตได้
          "เราแค่ต้องการเจอกับตลาดใหม่ๆ และลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ"  ซีอีโอของ Gmarket กล่าว "เป้าหมายล่าสุดของเราก็คือการหาตลาดที่เราจะสามารถโตขึ้นได้"

About Me

My Photo
MBE (Project Analysis): NIDA, Mini MBA : UTCC, BBE (Business Economics): SWU, นักเขียนหนังสือ e-Marketing, วิทยากรรับเิชิญรายการ MCOT Dot Net (FM 100.5)

Blog Archive

Followers